ติดต่อโฆษณา ส่งข่าวประชาสัมพันธ์ เชิญร่วมงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือเชิญทดสอบรถ ติดต่อ Car4YouMag

Car4YouMag

ต้องรู้! วิธีดูแลรักษารถระหว่างน้ำท่วม และหลังน้ำลด ให้รถคุณใช้งานต่อได้


 

ในช่วงวิกฤตน้ำท่วม เจ้าของรถส่วนใหญ่จะดูแลเอาใจใส่รถยนต์ของตนเองเป็นอันดับแรกๆ รวมถึงการดูแลบ้านและทรัพย์สินมีค่าอื่นๆให้อยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีเคล็ดลับ เตรียมความพร้อมสำหรับป้องกันน้ำท่วมมากมาย แต่ยังไม่มีวิธีที่ถูกต้องแน่นอน 

เจ้าของรถยนต์หลายคนอาจไม่มั่นใจกับวิธีการดูแลรักษารถยนต์ในช่วงระหว่างน้ำท่วมและหลังน้ำลด Car4YouMag จึงเสนอเคล็ดลับวิธีดูแลรถยนต์เบื้องต้นแก่ผู้ขับขี่รถยนต์ทุกคน เพื่อให้เจ้าของรถยนต์สามารถดูแลรักษารถของตนเองขณะน้ำท่วมได้อย่างปลอดภัย 

https://cdn.carsome.co.th/news/Screenshot-2021-10-26-154357-1024x639.jpg

สำหรับการดูแลรถยนต์ในเบื้องต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่แน่ใจเกี่ยวกับวิธีการตรวจเช็คสภาพรถด้วยตัวเอง เราขอแนะนำให้ท่านนำรถไปตรวจสอบที่ศูนย์บริการใกล้บ้านคุณ 

ในสถานการณ์ที่คุณไม่แน่ใจว่าควรขับรถออกมาหรือไม่ การขับขี่รถยนต์ที่สภาพไม่พร้อมออกมานั้น นอกจากจะทำให้รถยนต์เสียหายแล้ว ยังจะเป็นอันตรายอย่างมากซึ่งเจ้าของรถยนต์ทุกคนควรพิจารณา

https://innews.news/cimg/2026/09/101511/1790358537-1.jpg

และนี่คือเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถดูแลรถยนต์ในช่วงวิกฤตน้ำท่วม ในกรณีที่รถของคุณถูกน้ำท่วม 

- ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์ในทันที 
- ถอดขั้วแบตเตอรี่ออก และตรวจเช็คให้มั่นใจว่าอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าทั้งหมดแห้ง 
- ตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีน้ำอยู่ในท่อร่วมไอดีและห้องเครื่องซึ่งสามารถตรวจสอบเบื้องต้นได้ที่บริเวณกรองอากาศเครื่องยนต์ โดยถ้าพบว่ามีน้ำในห้องกรองอากาศเครื่องยนต์ หรือกรองอากาศเครื่องยนต์เปียกชื้น ให้สันนิษฐานว่าอาจมีน้ำเข้าภายในเครื่องยนต์ได้ ห้ามสตาร์ทเครื่องยนต์โดยเด็ดขาด และควรลากรถของคุณไปศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด

https://cf.autodeft2.pw/content/20241017/3-suzuki-4-ziZsXz.jpg

วิธีการนำน้ำออกจากเครื่องยนต์ด้วยตนเอง

- ถอดหัวเทียน (สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน) หรือหัวเผาและหัวฉีด (สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล) 
- ใช้เครื่องเป่าลมแรงดันสูง เป่าน้ำที่อยู่ในห้องเผาไหม้ให้แห้ง 
- หยอดน้ำมันเครื่องลงในห้องเครื่องหรือลูกสูบ 
- หมุนเพลาข้อเหวี่ยงด้วยประแจ เพื่อหล่อลื่นด้านในกระบอกสูบ 
- ตรวจสอบให้มั่นใจว่าไม่มีน้ำผสมกับของเหลวอื่นๆ เช่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก และน้ำมันคลัทช์ (สำหรับรถเกียร์ธรรมดา) ฯลฯ 
- ลองเชื่อมต่อขั้วแบตเตอรี่ เพื่อตรวจสอบว่าแบตเตอร์รี่มีไฟฟ้าเพียงพอหรือไม่ 
- สตาร์ทเครื่องยนต์และขับรถไปยังศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด เพื่อการตรวจสอบและทำความสะอาดอย่างละเอียด และเติมน้ำมันต่างๆ ให้เต็ม 
- การพยายามสตาร์ทเครื่องยนต์ที่ถูกน้ำท่วมจะส่งผลให้เครื่องยนต์เสียหายถาวร ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ 
- ความสะอาดภายในห้องโดยสารนับเป็นสิ่งสำคัญที่ควรปฏิบัติ เนื่องจากน้ำจากน้ำท่วมมักจะมีแบคทีเรียและสิ่งสกปรกอื่นๆปะปนมาด้วย 

https://cf.autodeft2.pw/content/20260614/-fkEOGp.jpg

หากคุณได้จอดรถไว้โดยที่ไม่ได้สตาร์ทเป็นระยะเวลานาน

ในช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา มีหลายๆ คนที่นำรถไปจอดบนที่สูง ซึ่งหมายความว่ารถอาจจะไม่ได้ถูกสตาร์ทเลยเป็นเวลานาน ซึ่งอาจจะนานหลายอาทิตย์หรือเป็นเดือน โดยปกติแล้วรถจะสามารถจอดไว้ได้นานที่สุดไม่เกิน 6 สัปดาห์ซึ่งจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและสภาพของรถด้วยเช่นกัน 

https://www.autoinfo.co.th/uploads/2025/11/1240_2025112714530155.jpg

หากคุณได้จอดรถไว้เป็นระยะเวลานาน (มากกว่าสองสัปดาห์) ให้ปฏิบัติตามนี้

- ตรวจสอบระดับของเหลวต่างๆ ของรถว่าอยู่ในระดับเต็มหรือไม่ ถ้าขาดให้เติมอยู่ในระดับมาตรฐาน 
- ตรวจสอบรอยรั่วซึมของน้ำมันหล่อลื่นหรือของเหลวต่างๆ 
- ตรวจวัดความดันลมยางว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานตามที่คู่มือของรถแนะนำ 
- ต่อขั้วแบตเตอรี่ 
- ลองสตาร์ทเครื่องยนต์และขับช้าๆ ตรวจดูว่าระบบทุกอย่างทำงานได้ตามปกติหรือไม่ โดยเฉพาะระบบเบรก 
- หากคุณรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนจากล้อ นั่นหมายความว่าล้ออาจจะมีบางจุดที่ยางเสียรูปจากการกดทับเป็นเวลานาน แนะนำให้เติมลมยางเพิ่มจากมาตรฐาน 5 ปอนด์ ซึ่งอาจจะต้องขับขี่เป็นระยะทางมากกว่า 100 กม. กว่าที่ยางจะคืนรูปกลับเป็นปกติ ซึ่งการขับในภาวะเช่นนี้จะต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะบนถนนที่ลื่น 
- ขับรถไปที่ศูนย์บริการรถยนต์ที่ใกล้ที่สุด เพื่อตรวจเช็คและเปลี่ยนถ่ายของเหลว หากจำเป็น 
- เช็ดล้างและทำความสะอาดรถ โดยให้ลงแว๊กซ์เคลือบเพื่อที่จะลบรอยและสิ่งสกปรกต่างที่เกิดขึ้น 

https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2018/07/%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%9F3.jpg

จากภาพ : รถกระบะเครื่องยนต์ดีเซล วิ่งลุยน้ำท่วมสูง ซึ่งจะเห็นได้ว่าด้านหน้ารถได้แหวกคลื่นน้ำออก และทำให้ระดับน้ำรอบคันลดลง การแหวกคลื่นน้ำช่วยลดความเสี่ยงที่น้ำจะไหลเข้าเครื่องยนต์ ในห้องโดยสาร และท่อไอเสีย

การขับรถลุยน้ำท่วม 

แม้ว่าน้ำในหลายพื้นที่จะลดระดับลงแล้ว แต่ในบางพื้นที่ระดับน้ำก็ยังท่วมสูงอยู่และในบางกรณี คุณอาจจะต้องขับรถลุยน้ำเช่นกัน กฎเหล็กในการใช้รถก็คืออย่าขับรถลุยน้ำหากไม่จำเป็น ประกันรถอาจจะไม่ครอบคลุมในกรณีที่รถเกิดความเสียหายจากการลุยน้ำ แต่หากไม่มีทางเลือก ให้ปฎิบัติตามนี้ 

- ประเมินระดับน้ำว่าอยู่ในระดับไม่เกินครึ่งล้อรถ
- หากระดับน้ำอยู่เลยกึ่งกลางล้อรถ ให้ปิดเครื่องปรับอากาศ เพราะใบพัดอาจจะหักได้หากกระทบโดนน้ำด้วยความเร็วสูง ซึ่งอาจจะเกิดแรงสั่นสะเทือนและเศษจากใบพัดก็อาจจะบาด สร้างความเสียหายกับท่อและระบบเชื่อมต่อ
- ขับด้วยความเร็วคงที่ (ไม่เกิน 20 กม./ชม.) การขับแบบนี้จะสร้างคลื่นที่ต่อเนื่องช่วยแหวกน้ำด้านหน้ารถ ซึ่งจะช่วยดันน้ำออกจากตัวรถ และจะช่วยลดระดับน้ำที่อยู่รอบรถด้วยเช่นกัน การเร่งความเร็วจะส่งผลให้น้ำเข้าใต้ท้องรถได้ โดยจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเครื่องยนต์ และอาจทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งจะสร้างความเสียหายกับเครื่องยนต์และระบบไฟฟ้าอย่างมาก
- คุณอาจเลือกที่จะใช้แผ่นพลาสติกคลุมกระจังหน้ารถไปจนถึงกันชนเพื่อกันน้ำที่อาจจะเข้าเครื่องยนต์ได้ แต่เมื่อผ่านพ้นระดับน้ำแล้ว ให้รีบเอาแผ่นคลุมออกทันที เพราะการขับรถโดยคลุมกระจังหน้า จะทำให้ความร้อนขึ้นสูงได้ และในบางกรณีก็อาจจะสร้างความเสียหายต่อเครื่องยนต์เช่นกัน
- อย่าถอนคันเร่ง และอย่าหยุดรถอย่างทันทีทันใด เพราะการกระทำดังกล่าว จะทำให้เกิดแรงดูดในท่อไอเสียขึ้นและดูดน้ำเข้าไปในท่อไอเสียและจะเข้าเครื่องยนต์ได้ ในกรณีที่รถคันเล็ก จะยิ่งรุนแรงกว่า เพราะท่อไอเสียจะสั้นกว่ามาก ก่อนที่จะออกรถให้แน่ใจก่อนว่า ไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆ ทั้งสิ้น
- หลังจากที่ขับผ่านน้ำท่วมมาแล้ว ให้ตรวจเช็คระบบเบรก ด้วยการเบรกรถถี่ๆ และให้ทำอย่างนี้เรื่อยๆจนกว่าจะมั่นใจว่าระบบเบรกใช้งานได้ตามปกติ และแห้งสนิท สำหรับผู้ที่ชำนาญการขับรถสามารถใช้เท้าซ้ายเหยียบเบรก ขณะใช้เท้าขวาเหยียบคันเร่งไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเทคนิคนี้จะอันตรายมาก หากผู้ขับไม่ได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี
- ในทุกครั้งที่ขับขี่รถยนต์ผ่านบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ผู้ขับขี่จะต้องตรวจสอบระบบเบรกให้อยู่ในสภาพการใช้งานได้ตามปกติ โดยค่อยๆ เหยียบเบรกเพื่อลดความเร็ว แล้วทำการเหยียบคันเร่งอย่างช้าๆ ก่อนจะทำการเหยียบเบรกอีกครั้ง โดยให้ทำซ้ำๆ ไปจนกว่าจะแน่ใจว่าระบบเบรกมีการทำงานได้ตามปกติ 
- ให้ขับรถยนต์ของท่านต่อไปประมาณ 20 นาที เพื่อให้น้ำหรือความชื้นที่อยู่ในเครื่องยนต์หรือส่วนต่างๆ ของรถระเหยออกไป หากจำเป็นต้องหยุดรถ ให้สตาร์ทเครื่องยนต์ทิ้งไว้เป็นเวลาประมาณ 20 นาที รวมถึงเปิดเครื่องปรับอากาศไว้ เพราะความร้อนจากระบบปรับอากาศจะช่วยทำให้เครื่องยนต์แห้งเร็วขึ้น ห้ามดึงเบรกมือไว้เด็ดขาด เพราะน้ำที่เข้าไปในระบบทำให้เกิดการติดขัดได้ 
- หากพบความผิดปกติในรถยนต์ เช่น ความสั่นสะเทือน หรือเสียงรบกวนผิดปกติ หลังจากที่ขับรถฝ่าบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ให้นำรถยนต์ของท่านเข้ารับบริการตรวจสภาพรถที่ศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด 

https://www.prachachat.net/wp-content/uploads/2021/10/Nissan_%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1.jpg

จากภาพ : อีกหนึ่งมุมที่แสดงให้เห็นว่ามีคลื่นน้ำรอบรถขณะขับขี่ลุยน้ำท่วม ซึ่งการขับขี่ในน้ำที่ท่วมขังสูงเช่นนี้ เราไม่สามารถมองเห็นถนนที่อาจมีหลุมบ่อ ขอบถนน หรืออุปสรรคกีดขวางอื่นๆ ไม่ควรขับรถลุยน้ำท่วมสูง หากไม่แน่ใจว่าถนนด้านหน้าที่จมอยู่ใต้นั้นเป็นเช่นไร

ในบางกรณี เราอาจไม่ต้องการปรับเปลี่ยนสภาพรถยนต์เพราะอาจส่งผลต่อเงื่อนไขการรับประกัน และอาจผิดกฏหมายในการเปลี่ยนสภาพรถให้สูงขึ้น จึงมีทางเลือกอื่น นั่นคือการต่อท่อไอดีให้สูงขึ้น หรือที่เรียกว่า สน็อร์กเกิล และเคล็ดลับนี้เหมาะแก่การขับรถฝ่าบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง เพราะการที่รถมีท่อไอดีสูงนั้นจะทำให้น้ำเข้าสู่ท่อร่วมไอดีได้ยาก

https://img.icarcdn.com/autospinn/body/000000715743_b0d16a1d_1214_4feb_9a49_ecc325abdde3.jpg

อุปกรณ์บางอย่างในรถยนต์ เช่น ระบบเฟืองท้าย หรือชุดเกียร์ มีระบบท่อหายใจ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้น้ำท่วมเข้าระบบได้ดังนั้นควรมีการปรับปรุงต่อท่อหายใจต่างๆ ให้อยู่ในระดังที่สูงขึ้น หากจำเป็นจะต้องขับรถในบริเวณที่มีน้ำท่วมขังอยู่เป็นประจำ เพราะถ้าน้ำเข้าไปในอุปกรณ์เหล่านี้ จะมีการผสมกับน้ำมันต่างๆ ซึ่งจะส่งผลทำให้ระบบนั้นๆ ขัดข้องได้

นอกเหนือจากการติดตั้งท่อไอดีรถให้อยู่ในระดับสูงแล้ว รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล รวมถึงรถเก๋งที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล จะได้เปรียบกว่ารถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน หากมีการขับขี่ในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง 

https://autolifethailand.tv/wp-content/uploads/2022/10/NISSAN_05.jpg

รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล จะมีอัตราส่วนกำลังอัดที่สูงและมีแรงดันที่มากกว่าในระบบไอเสีย จึงทำให้โอกาสที่น้ำจะเข้าสู่ท่อไอเสียนั้นมีน้อยกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ขับรถโดยที่ปลายท่อไอเสียจมน้ำ อย่างไรก็ตามการบีบอัดสูงยังส่งผลให้การทำงานของท่อไอดีลดลง ผู้ขับขี่จึงต้องระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าไปในเครื่องยนต์เด็ดขาด

เครื่องยนต์ดีเซลนั้นไม่มีระบบหัวเทียน จึงทำให้โอกาสในการที่น้ำเข้าไปรบกวนระบบจุดระเบิดของเครื่องยนต์มีน้อยลง ซึ่งต่างกับรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซิน นอกจากนั้น รถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลมีแรงบิดที่สูงกว่าในรอบเครื่องยนต์ที่ต่ำ จึงเอื้อประโยชน์ต่อการใช้งานในถนนที่มีน้ำท่วมขัง

https://image.makewebcdn.com/makeweb/m_1920x0/DGSEWiuYm/DefaultData/1_637.jpg

เคล็ดลับเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ขับขี่รถยนต์ ซึ่งหากมีการขับรถในบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง ที่สำคัญ ผู้ขับขี่ควรอย่าลืมนำรถไปตรวจสอบสภาพของรถยนต์ ณ ศูนย์บริการฯ นะครับ

ข้อมูลโดย คุณกุญญาวัฒน์ รวยอารีย์ ผู้จัดการศูนย์ให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิค ฝ่ายบริการหลังการขาย บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด

ขับเคลื่อนโดย Blogger.